บางคนอาจจะรู้สึกเลี่ยนเกินไปก็เป็นได้กับการชม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่นับตั้งแต่ปีใหม่ 2553 เป็นต้นมาหลังจากยืนยันหลักการสำคัญเข้าตาต่อเนื่องกันหลายดอก เริ่มจากการคัดค้าน “หวยออนไลน์” โดยระบุว่าไม่ต้องการเพิ่มอบายมุขมอมเมาประชาชนและเยาวชน แม้ว่ารัฐจะต้องเสียรายได้จำนวนไม่น้อยหรืออาจต้องชดเชยความเสียหายให้กับ เอกชนบ้างก็ตาม
อีกเรื่องที่ตามมาติดๆก็คือกดดันให้ มานิต นพอมรบดี ทำตามกฎเหล็ก 9 ข้อ ในเรื่องสร้างมาตรฐานทางการเมืองของรัฐมนตรีด้วยการให้ลาออกจากตำแหน่ง รมช.สาธารณสุข หลังจากถูกคณะกรรมการสรุปว่ามีส่วนพัวพันกับการทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งในที่สุด มานิต ก็ได้แถลงลาออกจากตำแหน่งแล้วเมื่อตอนเที่ยงวานนี้( 10 ม.ค.โดยให้มีผลในทันที
ล่าสุดก็ได้แย้งความเห็นของคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ต.ร.) ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงเป็นประธาน กรณี สั่งทบทวนมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ให้รับ 3 นายตำรวจที่กระทำความผิดกรณีเหตุการณ์ “7 ตุลาทมิฬ” ที่สั่งปราบปรามประชาชนระหว่างการชุมนุมทางการเมืองตามสิทธิของรัฐธรรมนูญ และเหตุการณ์ที่ปล่อยปละละเลยหรือรู้เห็นเป็นใจกับการที่กลุ่ม อันธพาลการเมืองเข้าทำร้ายกลุ่มประชาชนที่เรียกว่าพันธมิตรฯที่ สวนสาธารณะหนองประจักษ์ จังหวัดอุดรธานี
โดย นายตำรวจทั้ง 3 คนประกอบด้วย พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ อดีต ผบก.ภจ.อุดรธานี
ที่ผ่านมา สุเทพ เตรียมส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติเพื่อเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความข้อ กฎหมาย แต่ก็ถูกยกสั่งเบรกพร้อมกับยกบรรทัดฐานทางกฎหมายและตัวอย่างที่ศาลรัฐ ธรรมนูญเคยวินิจฉัยเอาไว้ในกรณีเดียวกันว่าไม่สามารถทำได้ รวมไปถึงการชี้ให้เห็นว่ามติของ ก.ตร.จะไปสวนทางมติของ ป.ป.ช.ไม่ได้ เนื่องจากเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ และกรณีที่กระทำได้ก็เพียงแค่อุธรณ์การลงโทษ เช่นจากไล่ออกเป็นปลดออกหรือให้ออก เท่านั้น
กรณีที่เกิดขึ้นถือว่า นายกรัฐมนตรีได้พิสูจน์ถึง “หลักแน่น” อีกครั้ง และสามารถยกกฎหมายและกรณีตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นเป็นบรรทัดฐานหักล้างพวก “ศรีธนญชัย” และพวกที่ “เห็นแก่ได้” ได้อย่างชัดเจนอีกครั้ง
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งจากกรณีดังกล่าวทำให้แทบไม่อาจไว้วางใจ สุเทพ เทือกสุบรรณ ให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และไม่สมควรที่จะรับมอบอำนาจจากนายกฯให้เป็นประธาน กตร.ได้เลย เพราะถือว่ามีเจตนาที่ไม่ชอบ ไม่เคารพกฎหมาย ไม่เคารพการตัดสินขององค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. แต่กลับมีพฤติกรรมไปปกป้องข้าราชการที่กระทำผิดกฎหมาย เพียงเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะบางอย่าง เช่นแลกกับการสนับสนุนจากบรรดา นายตำรวจดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่ายังมีเครือข่ายที่กว้างขวางในหน่วยงานสีกากี โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้องตรงไปตรงมา ที่สำคัญคือไม่ยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ
การกระทำของ สุเทพ ครั้งนี้อาจยังต้องการเอาใจผู้นำทหารบางคนอย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็น “พี่ชาย” ของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เพราะอาจเห็นว่านี่คือหลักประกันในการค้ำจุนอำนาจของตัวเองและของรัฐบาลดี ที่สุดมากกว่าการได้รับการสนุนหรือศรัทธาจากสังคม
แต่อีกด้านหนึ่งเทียบไม่ได้เลยกับการยืน “หลักแน่น” ของ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ยืนยันมาตรฐานทางกฎหมายที่มีตัวอย่างให้เห็นชัดเจน โดยไม่ยอมเสียเวลากระทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ขณะเดียวกันยังได้ชี้ให้เห็นถึงมติ ก.ตร.ที่มิชอบ ช่วยเหลือตำรวจที่กระทำผิด โดยไม่สนใจความรู้สึกของประชาชน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานทางจริยธรรมที่แตกต่างกันไป
ทั้ง 3 กรณีดังกล่าวข้างต้นอาจจะเรียกได้ว่า นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้สร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับสังคมในเรื่องมาตรฐานทางกฎหมาย -จริยธรรม รวมไปถึงสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้น
ดังนั้น หากนายกรัฐมนตรียังสามารถรักษามาตรฐาน และสร้างความเป็นผู้นำในเรื่องความซื่อสัตย์ หรือการตรวจสอบการทุจริตอย่างตรงไปตรงมาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ลูบหน้าปะจมูก นอกเหนือจากการสร้างผลงานทางด้านเศรษฐกิจก็เชื่อว่าความศรัทธาที่ได้รับจาก สังคมจะเพิ่มสูงขึ้น และจะกลายเป็นพลังปกป้องให้อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระได้ไม่ยาก !!
LABOR OMNIA VINCIT
