ต้องยอมรับว่า กิจกรรมรวมพลังร้องเพลงชาติ เวลา 6 โมงเย็น ทุกวัน ที่มีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ในนามโครงการ "ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง" เป็นกิจกรรมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ หรือถูกดูหมิ่นดูแคลนอย่างมากเมื่อเริ่มแรก โดยเฉพาะในสายตาของชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ
เมื่อเริ่มต้นโครงการนี้ แรกๆ ชนชั้นกลางจำนวนไม่น้อยพากันส่ายหน้า
ภาษาวัยรุ่นอาจจะเรียกว่า "ไม่อิน" หรือ ไม่มีอารมณ์ความรู้สึกร่วม
แต่พอเวลาผ่านไป... สถานการณ์บ้านเมืองคืบหน้าไปเรื่อยๆ... ความรู้สึกของคนไทยก็เริ่มเปลี่ยนไป
ยิ่งใกล้ถึงวันที่ 5 ธันวาคม 2552 ยิ่งใกล้จะจัดกิจกรรมครบ 76 จังหวัดทั่วประเทศ....
จากที่เคยรู้สึกว่าไม่น่าสนใจ กลับรู้สึกว่ามีเสน่ห์
จากที่เคยมองว่าไร้สาระ กลับรู้สึกถึงพลังบางอย่าง
จากที่เคยมองด้วยสายตาดูหมิ่นดูแคลน กลับเปลี่ยนเป็นสายตาของความชื่นอกชื่นใจ
ลองวิเคราะห์ว่า... เพราะอะไร โครงการนี้ จึงทำให้คนไทยจำนวนมากเกิดความรู้สึกเช่นนี้?
1) จุดแรกเริ่มของโครงการนี้ เกิดขึ้นในสถานการณ์บ้านเมืองที่มีความแตกแยกไปทั่วประเทศ
โครงการวมพลังกันร้องเพลงชาติตอน 6 โมงเย็น ผลัดเปลี่ยนไปทั่วประเทศ ก็คงเป็นเพราะต้องการสร้าง หรือเสริม หรือ "แสดง" ความสามัคคีให้คนไทยตระหนัก
เนื่องจากฝ่ายที่ปลุกระดมสร้างความแตกแยกไปทั่วประเทศนั้น ได้มีการขยายไปถึงการล้มล้างและจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันสำคัญของชาติ
ยิ่งพฤติกรรมการจาบจ้วงละเมิดของฝ่ายระบอบทักษิณชัดเจนขึ้นมากเท่าใด การแสดงออกถึงความสามัคคี ความรักและหวงแหนสถาบันสำคัญของประเทศชาติ ก็ยิ่งทวีความหมาย สร้างพลัง และเสริมอานุภาพในทางความรู้สึกต่อหัวใจคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
2) องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้โครงการประสบความสำเร็จ
(1) การใช้เพลงชาติเป็นสัญลักษณ์ มีการนำประวัติศาสตร์เพลงชาติไทย ธงชาติไทย มากล่าวถึง
ซึ่งเพลงชาติเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนคุ้นเคย แต่ไม่ใช่ทุกคนจะตระหนักถึงความหมายและความทรงจำที่สั่งสมมาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์
เมื่อนำมาใช้ในกิจกรรมลักษณะนี้ จึงเท่ากับเป็นการ "ฟื้นความทรงจำร่วม" ของคนในชาติ
(2) การใช้ความเป็น "ท้องถิ่นนิยม" เข้ามาเป็นองค์ประกอบหลัก
โดยการให้แต่ละจังหวัดเป็นตัวขับเคลื่อน วางแนวคิดให้ว่าต้องร้องเพลงชาติ ณ บริเวณสถานที่สำคัญของจังหวัด
ถ้าไม่จำเป็นไม่ให้ใช้ศาลากลางจังหวัด
แต่ให้ใช้อนุสาวรีย์ สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ สถานที่ที่เป็นความภูมิใจของคนท้องถิ่น เช่น สนามรบในอดีต บริเวณท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เช่น จังหวัดสิงห์บุรีไปร้องที่บางระจัน จังหวัดอยุธยาไปร้องที่อุทยานประวัติศาสตร์ เป็นต้น
การเปิดพื้นที่ให้ "ท้องถิ่นนิยม" เช่นนี้ ทำให้คนในท้องถิ่น และคนที่ติดตามดูจากภายนอก ไม่รู้สึกเห็นแปลกแยก หรือมองว่าเป็น "ราชการจ๋า" แต่มี "เสน่ห์ของความเป็นท้องถิ่น" แฝงออกมาทุกๆ จังหวัด แตกต่างกันไปเรื่อยๆ
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนต่างๆ ที่หลากหลายเข้ามาร่วม เช่น เด็ก คนพิการ ชนกลุ่มน้อย คนชรา นักกีฬา คนสำคัญของจังหวัด คนที่เคยสร้างชื่อเสียงให้จังหวัด ทหารผ่านศึก ฯลฯ
ยิ่งกว่านั้น ยังมีการจัดทำสารคดีนำเสนอความสำคัญของแต่ละจังหวัด ว่ามีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทางเศรษฐกิจอย่างไร ทำให้คนในแต่ละจังหวัดได้รู้สึกภูมิใจจังหวัดของตน และคนในจังหวัดอื่นก็เสมือนได้ดูสารคดีท่องเที่ยว หรือได้ทบทวนความทรงจำของตนเองที่เคยมีร่วมกับจังหวัดนั้นๆ
การทำให้เกิด "ท้องถิ่นนิยม" ในการร้องเพลงชาติ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนทั่วประเทศ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนเอง "ภูมิใจในท้องถิ่น" นำไปสู่ความรู้สึก "ชาตินิยม" ร่วมกัน ผ่านเพลงชาติ ธงชาติ และประวัติศาสตร์ชาติไทยที่แต่ละท้องถิ่นมีความผูกพันอยู่กับชาติไทยมีแต่อดีต
(3) เกิดการแข่งขันเชิงบวก ซึ่งสอดคล้องกับวัฒนธรรมหรืออุปนิสัยของคนไทยจำนวนไม่น้อย
โดยเมื่อเห็นจังหวัดหนึ่งทำดี อีกจังหวัดก็จะทำดีเพิ่มขึ้น แข่งกัน ไม่เช่นนั้นจะรู้สึก "เสียหน้า" หรือ "น้อยหน้า"
จะเห็นว่ายิ่งการร้องเพลงชาตินานวันเข้า แต่ละจังหวัดยิ่งประดิษฐ์ประดอยงานของตนให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ทุกวัน มีคนหนาแน่นมากขึ้น และร่วมแรงร่วมใจมาร้องเพลงอย่างสนุกสนาน
(4) สถานการณ์ความแตกแยกของคนไทย โดยเฉพาะฝ่าย "ทักษิณและพวก" ที่เคลื่อนไหวโดยนำเอานักการเมืองเขมรเข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งด้วย ทำให้เลือดรักชาติหรือชาตินิยมเกิดขึ้นอย่างรุนแรง
ความรู้สึกและอารมณ์ร่วมของคนไทย จึงถูกปลุกและถูกกระตุ้นด้วยพฤติกรรมดังกล่าว!
จะเห็นว่า ความรู้สึกของคนไทยเริ่ม "อิน" กับเพลงชาติ และการรวมพลังของคนในชาติมากขึ้นเรื่อยๆ
เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามสถานการณ์เคลื่อนไหวที่เป็นปฏิปักษ์ต่อชาติของคนอีกกลุ่มหนึ่ง
และเป็นตัวแทน "รูปธรรม" ของการรวมพลัง ความสามัคคี และการแสดงออกร่วมกันของคนไทย ที่ช่วยปลอบประโลม ปลุกปลอบใจ ทำให้คนไทยทั่วประเทศไม่รู้สึกอ้างว้าง หรือเปลี่ยวดาย ในยามที่เห็นคนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนไหวโจมตีสถาบันสำคัญของชาติ
"ไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง" นอกจากความรักและห่วงใยที่คนไทยทั่วประเทศมีต่อพ่อหลวงของแผ่นดินแล้ว องค์ประกอบทั้งหมดที่กล่าวมานั้น ช่วยทำให้ในแต่ละวันที่ร้องเพลงชาติ ค่อยๆ เป็นการ ปลุก-กระตุ้น-เร่งเร้า-และหลอมรวมความรู้สึกคนไทย
กลายเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการสร้างค่านิยมรักชาติหรือชาตินิยม ที่ไม่ได้ "สั่งการออกจากส่วนกลาง" แต่เป็นสร้างค่านิมแบบ "ทู เวย์" (สองทาง) ที่ทำให้เกิดกระแส "ท้องถิ่นนิยม" เชื่อมมาสู่ "ชาตินิยม" ในที่สุด
กลายเป็จกิจกรรมที่มีความหมายและมีพลังอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ที่คนขายชาติบางกลุ่มกำลังจ้องทำลายสถาบันหลักของแผ่นดิน!
สารส้ม
LABOR OMNIA VINCIT
