ในวันที่เสื้อแดงออกมาชุมนุมใหญ่ที่จะถึงนี้ เป็นไปได้ว่ามันอาจจะก่ิิอวินาศกรรมม๊อบมันเิอง เพื่อเชื่อมโยงกับเหตุปาระเบิดที่เกิดขึ้น แล้วเอามาซัดทอดฝ่ายตรงข้ามจุดกระแสจราจล เนื่องจากสถานการณ์ตอนนี้การมารวมตัวกันครั้งนี้เป็นการชี้ชะตาชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ของไอ้แม้ว
หากเสื้อแดงทำการวินาศกรรมม๊อบมันเองจริง คงไม่ได้ใช้เครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 (คงรู้นะว่าเพราะเหตุผลใด) ดังนั้ันเรื่องที่ผมบอกไปนี้เป็นเพียงแค่ความคิดเห็นผมเอง ฟังดูเป็นไปได้ยากแต่ก็เป็นไปได้ถ้าีมีคนที่มีศักยภาพพอคิดจะทำ จะเกิดหรือไม่เกิดขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
ขอเรียนเชิญ ครอบครัวพันธมิตรอำเภอสัตหิบและใกล้เคียง จ.ชลบุรี
"กิจกรรมการเมืองปึ2553และพบปะสังสรรค์ปีใหม่"
วันเสาร์ที่23มกราคม2553 เวลา15.00น.-22.00น.
จัดที่ ชายหาด ชุมชนบ้านบางเสร่(เกล็ดแก้ว) โต๊ะจีน,ดนตรี,ลอยโคม
ศูนย์ประสานงาน พันธมิตรฯอำเภอสัตหิบ
ตั้งอยู่ เลขที่ 502/25 ชั้น3 ถนนเทศบาล 5 ต.สัตหิบ อ.สัตหิบ ชลบุรี 20180
call center โทร./แฟกซ์ 038-738259,089-7623234
Email : sattahippad193@gmail.com
ผู้ประสานงานตำบล
ตำบลนาจอมเทียน(บ้านอำเภอ) 086-1105121,086-6651836
ตำบลบางเสร่ 081-6694010
ตำบลสัตหิบ 085-5580658
ตำบลพลูตาหลวง 080-6950456
ตำบลแสมสาร 086-5477747,086-9901108
การเมืองดีไม่มีขาย อยากได้ต้องร่วมกันสร้าง
pad sattahip
โดย สิริอัญญา 26 พฤศจิกายน 2552 16:25 น.
นาย ไพศาล พืชมงคล ได้เขียนทวิตเตอร์เมื่อเช้าวันที่ 26 พฤศจิกายน 2552 มอบเป็นของขวัญแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในโอกาสที่ได้มีส่วนสำคัญในการทำให้หยุดการชุมนุมของม็อบเสื้อแดงในช่วงวัน เฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นับเป็นของขวัญชิ้นแรกหลังจากเดินออกจากพรรคไทยรักไทย เมื่อ 5 ปีก่อน
ของขวัญชิ้นนี้เป็นคติสอนใจเรื่องคนฆ่าเสือ โดยระบุว่าคติเรื่องนี้เป็นปัญหาทางยุทธศาสตร์ที่ถ้าหากกระจ่างแล้ว ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาของทุกฝ่าย รวมทั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เองด้วย
นาย ไพศาล พืชมงคล ได้ระบุว่าในช่วงที่เป็นกรรมการการเมืองของพรรคไทยรักไทยในช่วงปี 2547-2548 นั้น ได้เตือนในเชิงยุทธศาสตร์ว่ารัฐบาลและพรรคจะต้องไม่สร้างความกลัวให้เกิด ขึ้นแก่คนทั้งปวง ถ้าหากไม่หยุดสร้างความหวาดกลัว ในที่สุดทั้งรัฐบาลและทั้งพรรคก็จะพากันพังพินาศหมด
และก่อนหน้านี้ก็ได้เขียนทวิตเตอร์ระบุว่า ในระหว่างที่พรรคความหวังใหม่ร่วมและรวมกับพรรคไทยรักไทยนั้น ได้บันทึกทำความเห็นเสนอนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารพรรคในเวลานั้น เป็นบันทึกถึง 478 ฉบับ ที่ถ้าหากมีการรับฟังปฏิบัติเพียง 5 เรื่อง 10 เรื่อง ก็จะไม่มีชะตากรรมอย่างวันนี้
แต่ก็หามีใครเชื่อฟังไม่ จนบางครั้งต้องยกเอาคำรำพึงของเทพแห่งกาลเวลาซึ่งปรากฏเป็นโศลกบทสำคัญในมหา ภารตะยุทธ์ขึ้นมารำพึงรำพันว่า
“ข้าพเจ้าชูแขนขึ้นป่าวประกาศธรรม แต่หามีใครเชื่อฟังข้าพเจ้าไม่
ธรรมนำมาซึ่งความสงบสุข แต่ไฉนเล่าจึงไม่มีผู้ใดปฏิบัติธรรม”
คติสอนใจเรื่องคนฆ่าเสือนั้น นายไพศาล พืชมงคล ระบุว่าเป็นคติที่มาแต่โบราณ ที่ผู้นำหรือผู้เป็นกุนซือจะต้องสังวรไว้อยู่ทุกเมื่อ พลั้งเผลอเมื่อไรเป็นอันตรายเมื่อนั้น
คติสอนใจเรื่องนี้มีว่า การที่คนฆ่าเสือนั้นมิใช่เพราะคนเกลียดแค้นชิงชังกับเสือแต่ประการใด แต่ที่คนฆ่าเสือก็เพราะคนกลัวเสือ
คติสอนใจเพียงสั้นๆ เท่านี้มีนัยความหมายที่ลึกซึ้งสำคัญมาก เพราะเป็นวิถีแห่งการดำรงอยู่ เป็นการอยู่โดยรอดปลอดภัยและถึงซึ่งความสวัสดี ไม่เป็นที่เกลียดแค้นชิงชังของเทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย โดยเฉพาะเหล่าท่านผู้มีอำนาจวาสนาทั้งปวง
แต่ก็หามีใครเชื่อถือรับฟังไม่ กลับพากันตำหนิติเตียนเยาะเย้ยถากถาง กระทั่งปองร้ายจนต้องเยื้องกรายออกมาจากพรรคไทยรักไทย
มิ หนำซ้ำ คนสำคัญระดับนำของพรรคยังเยาะเย้ยถากถางซ้ำเข้าไปอีก ด้วยการไปพูดกับนายเสนาะ เทียนทอง ว่าคนตาบอดมันไม่กลัวเสือ ซึ่งเป็นการตอบคำถามของนายเสนาะ เทียนทอง เกี่ยวกับเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจน ว่ามิได้ต้องการแก้ไขจริงๆ แต่เป็นการทำไปเพื่อหาเสียงเท่านั้น แล้วเหน็บต่อท้ายให้กระแทกมาถึงว่าคนตาบอดมันไม่กลัวเสือ
ซึ่งสะท้อนความคิดจิตใจว่าตั้งอยู่ในความประมาท เหลิงระเริงในอำนาจอย่างเต็มที่ ดูหมิ่นถิ่นแคลนอาณาประชาราษฎร ว่าเป็นแค่คนตาบอด ไม่รู้เท่าทัน หรือถึงแม้จะรู้เท่าทันก็เป็นแค่คนตาบอดที่ทำอะไรเสือไม่ได้
นี่คือการตั้งตนอยู่ในความประมาท ไม่หยุดยั้งม้าไว้ริมผาให้ทันท่วงที สมกับที่ได้เตือนไว้ ทั้งๆ ที่บรรดาพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปนั้นย่อมรำลึกได้เป็นอย่างดีว่า พระตถาคตเจ้าทรงตรัสสอนเรื่องนี้ไว้เป็นอันมาก
ทรงตรัสสอนว่า คนเรานั้นหากยังมีผู้เตือน ก็เป็นผู้ที่มีลาภอันประเสริฐ
ทรงตรัสสอนแม้กระทั่งในปัจฉิมโอวาทว่า จงยังการทั้งหลายให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด ความประมาทนั้นแหละเป็นบ่อเกิดของความตายและอันตรายทั้งปวง
ดังนั้นจึงแทนที่จะได้รับลาภอันประเสริฐ และป้องกันอันตรายทั้งหลายทั้งปวงตามที่พระตถาคตเจ้าได้ตรัสสอนไว้ให้สมกับ ความเป็นชาวพุทธ กลับกระตุ้นม้าควบเลยหน้าผาออกไป ในที่สุดผลเป็นอย่างไรก็เห็นๆ กันอยู่
ความจริงในช่วงนั้นก็มีผู้คนท้วงติงตักเตือนเป็นอันมาก ทั้งผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ไม่ว่าระดับประธานองคมนตรี หรือพระอริยสงฆ์อย่างหลวงตาพระมหาบัว ซึ่งได้ตักเตือนในฐานะที่ขรัวเจ้าเป็นครูบาอาจารย์ ที่เคยให้อุปการะเป็นอันมากมาแต่ก่อน
แต่นั่นแหละบุรพกรรมนั้นมีอยู่จริงแท้ไม่แปรผัน และเมื่อกรรมอันวินาศมาถึงแล้ว สติปัญญาย่อมวิปลาสแปรปรวนไป รสชาติแห่งพระธรรมและคำเตือนทั้งปวงก็ไม่อาจคุ้มครองป้องกันอันตรายไว้ได้ ย่อมถึงซึ่งวิบัตินานัปการ จนชีวิตเหลือเป็นคนก็แทบไม่เป็นคน เป็นนิทรรศน์อุทาหรณ์ให้คนทั้งหลายทั้งปวงได้พิจารณาศึกษาเรื่องความ ศักดิ์สิทธิ์และความเที่ยงธรรมของกฎแห่งกรรมอย่างชัดเจนที่สุด
นาย ไพศาล พืชมงคล ได้เขียนทวิตเตอร์ไว้ตอนหนึ่งว่า คำท้วงติงตักเตือนนี้แม้ผ่านวันเวลามา 4-5 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีผลอยู่ อยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้พิจารณาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหลายทั้งปวง ทั้งปัญหาชาติบ้านเมือง ปัญหาท่าน ปัญหาตน ซึ่งย่อมเป็นประโยชน์และความสุขแก่คนทั้งหลาย รวมทั้งตนเองและครอบครัว ตลอดจนญาติสนิทมิตรสหายทั้งหลายด้วย
ที่ว่าคำเตือนเรื่องคนฆ่าเสือยังมีผลอยู่ก็เพราะว่า แม้ยามนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ครองอำนาจรัฐ แม้ตัวเองก็ต้องร่อนเร่พเนจรอยู่ในต่างแดน ต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก ต้องประสบกับสิ่งที่ไม่รัก ไม่พอใจ ต้องโดดเดี่ยวเดียวดาย หงอยเหงาซึมเศร้า ตามวิสัยที่ต้องเป็นไปเช่นนั้น แต่กลับสามารถสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นแก่คนทั้งบ้านทั้งเมือง
สามารถ สร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นเท่าๆ กับหรือมากกว่าเมื่อครั้งที่พรรคไทยรักไทยยังเป็นรัฐบาลครองอำนาจเรืองกฤษดา นุภาพด้วยอำนาจรัฐตำรวจในยุคนั้นเสียอีก
เนื่องเพราะลิ่วล้อบริวารของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้นมีอยู่ 2 พวก ที่ทำอันตรายและได้ขุดหลุมฝัง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยไม่รู้ตัว และไม่หยุดไม่หย่อน
พวกหนึ่งนั้นเป็นพวกโง่แต่ขยัน อีกพวกหนึ่งนั้นเป็นพวกฉลาดแต่ขี้โกง คน 2 พวกนี้หลงผิดหรือหลงถูก คิดว่าการสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนในบ้านเมือง สร้างความรุนแรง สร้างความปั่นป่วนวุ่นวาย สร้างความหยาบช้าสามานย์ ต่อทุกชั้นชนและคนทั้งปวงแล้ว จะสร้างความพออกพอใจให้เกิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
จะทำให้เป็นที่มาแห่งอามิสลาภผลอันเป็นที่พึงปรารถนาจนเป็นที่มาของ คำกล่าวขานที่ว่า สู้แล้วรวย รวยแล้วไม่ยอมเลิก เป็นต้น และปรากฏการณ์ที่ผ่านมาก็ดูเหมือนว่าความเชื่อเช่นนั้นก็ใช่ว่าจะไร้ซึ่ง ความจริงรองรับแต่ประการใด
เมื่อ เป็นอย่างนั้นคน 2 พวกนี้ก็คิดอ่านสรรค์สร้างแผนการต่างๆ นานาสารพัดสารพัน เพื่อให้เกิดความรุนแรง ให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย เพื่อให้กระทบหรือข่มขู่คุกคามต่อพระมหากษัตริย์ สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันองคมนตรี แม้กระทั่งคณะนางสนองพระโอษฐ์ หรือแม้คนอื่นๆ ที่เข้าใจว่าเป็นศัตรูของตน
แผนการสารพัดสารเพนี้บางทีก็อาจทำให้ครึ้มอกเคลิ้มใจไปก็ได้ เพราะฟังผิวเผินก็ดูประหนึ่งว่าสวยหรูวิไลเลิศนักหนา สามารถทำให้กลับมาครองอำนาจในบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง โดยพ้นจากข้อกล่าวหาทั้งปวง มีแต่ความบริสุทธิ์ผุดผ่องและได้ทรัพย์สินเงินทองที่ถูกอายัดกลับคืน ดังหลักฐานคำกล่าวบางครั้งที่ว่า จะต้องย้อนเหตุการณ์กลับไปก่อนวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้น
ดังนั้นการเผาบ้านเผาเมืองเมื่อเดือนเมษายน ปีนี้ การบุกเข้าไปล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและประเทศคู่เจรจาอย่างป่า เถื่อนทมิฬมารต่อหน้าสายตาผู้นำร่วม 20 ประเทศ และสื่อมวลชนทั่วโลกจึงเกิดขึ้น
และยังเกิดเหตุทำนองนี้ต่อเนื่อง กระทั่งล่าสุดก็ประกาศระดมคนเสื้อแดง 1 ล้านคน เข้ากรุง แบ่งดาวกระจายเป็น 50 จุดๆ ละ 20,000 คน โดยไม่แยแสต่อกฎหมายบ้านเมือง ไม่แยแสต่อห้วงมหามงคลสมัยที่คนไทยทั้งประเทศมุ่งถวายความจงรักภักดีแก่องค์ พระประมุขเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ประกาศใช้ทุกวิถีทางเพื่อปิดบัญชีล้มรัฐบาล
และ ยังประสานเสียงด้วยการข่มขู่ต่อพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์และคนทั้งปวง ด้วยการยกเรื่องการล้มราชวงศ์ของรัสเซีย กระทั่งการล้มราชวงศ์ของฝรั่งเศสที่มีการประหารชีวิตพระบรมวงศานุวงศ์อย่าง อำมหิต โดยเรียกร้องให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวลงมาแก้ปัญหา
แล้วใครจะยอมล่ะ? คนไทยกว่าร้อยละ 90 ของทั้งประเทศ โดยเฉพาะบรรดาผู้ดูแลรักษาความมั่นคงปลอดภัยของชาติต่างมีความรู้สึกเป็น อย่างเดียวกันว่า ถึงเวลาที่ต้องจัดการกับอริราชศัตรูผู้ก่อการกบฏแล้ว มหกรรมกินโต๊ะจึงเกิดขึ้นเพื่อจัดการกับการเผาบ้านเผาเมืองรอบใหม่ จนในที่สุดแผนนั้นก็ต้องล้มเหลว
แต่มันได้มาซึ่งความหวาดกลัวของคนทั้งปวงที่กำลังกลัวเสืออย่างสุด จิตสุดใจ ซึ่งเป็นไปตามคติว่า เมื่อกลัวมากและไม่มีทางอื่นก็มีแต่ต้องฆ่าเสือเท่านั้น
ดัง นั้นจึงได้แต่หวังว่าคติสอนใจเรื่องคนฆ่าเสือจะได้รับการพินิจพิจารณาโดยแยบ คายเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งหลายในบ้านเมือง ก่อนที่จะสายไปมากกว่านี้!
ที่มา : http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9520000143806
...ในหลวงของปวงเรา...
** ฉันอายตัวเองว่า ในขณะที่ท่านให้ชีวิตใหม่กับเรา แต่เราช่วยอะไรท่านไม่ได้เลย***
ยายซุบ สามร้อยยอด เป็นหญิงชาวบ้านวัย 70 แห่งบ้านคุ้งโตนด อำเภอกุยบุรี จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ ยากจนมาตังแต่ยังสาวจวบจนวันนี้ หากแต่เธอกลับยืนยันว่า เธอมีอดีตที่มีความหมายต่อชีวิตของแก อดีตที่หมายถึงชีวิตใหม่ ไม่ว่าแกจะยังจนต้องขอเงินลูก ๆ 9 คนใช้ดังเช่นทุกวันนี้หรือจะมั่งมีศรีสุข ถูกหวยรวยเบอร์อย่างไรก็ตาม แกไม่เคยลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น เหตุการณ์ที่ล่วงเลยมานานกว่า 40 ปี การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฏรบ้านคุ้งโตนด อำเภอกุยบุรี ไม่เพียงทำให้หมู่บ้านที่ยากจน ล้าหลัง ไม่มีแม้ถนนที่จะติดต่อกับโลกภายนอก ได้มีชีวิตที่ดีขึ้น หากแต่การเสด็จพระราชดำเนินในครานั้นได้ทำให้หญิงคนหนึ่งมีชีวิตยืนยาวต่อมาจนถึงวันนี้
สมัยยังสาวยายเคยไปรับเสด็จในหลวงใช่ไหม ?
ยาย - ใช่ ตอนนั้นไปรับเสด็จที่ตีนถ้ำไทรในหมู่บ้านเรานี่แหละ ท่านเสด็จฯ มาทางเหนือ ไอ้เราป่วยเป็นไส้ติ่ง ปวดท้องมาครึ่งเดือนแล้ว แต่ไม่รู้หรอกนะตอนนั้นว่าเป็นไส้ติ่ง ปวดท้องนอนซม คนในบ้านบอกในหลวงจะมา เราก็อยากเห็น อยากไปรับเสด็จ แต่ปวดท้องจนเดินไม่ไหว
เดินไม่ไหว แล้วไปยังไง ?
ยาย - ก็ให้คนหามไป ใส่เกวียนไปเลย
ทำไมถึงเลือกไปเฝ้าในหลวง ไม่ไปหาหมอ ?
ยาย - ไม่รู้สิ คืออยากเห็นตัวจริง ๆ ใกล้ ๆ นะ คิดในใจว่ายอมตายได้ แต่ขอไปรับเสด็จก่อน แลกตัวแลกชีวิตกันเลย พูดง่าย ๆ ว่าวัดดวงเอาเลย อีกอย่างตอนนั้นถ้าเราไปหาหมอก็ลำบาก เพราะน้ำแห้ง เรือเครื่องก็ไม่มี ถ้าไปก็คงไปไม่ถึง มันคงจะตายก่อน
แล้วตอนนั้นได้ถวายอะไรท่านบ้างไหม ?
ยาย - ยกมือพนมยังจะไม่ไหวเลย จะให้ถวายอะไรอีก (หัวเราะเสียงดัง)
แล้วได้เห็นท่านไหม ?
ยาย - ก็ได้เห็นท่านอยู่ แต่ก็เห็นห่าง ๆ แล้วก็เห็นไม่นานเพราะว่าพระองค์ท่านต้องเสด็จฯ ไปที่ตีนเขาอีกลูกคนละฟาก ทรงไปดูเรื่องที่จะระเบิดเขาทำทางเข้าออกหมู่บ้าน
ไส้ติ่งเรากำลังจะแตก แล้วรอดมาได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้น ?
ยาย - ตอนนั้นไส้ติ่งกำลังจะแตก เงินสักบาทก็ไม่มีติดตัว พอดีว่าพระราชินีท่านทรงเยี่ยมเยียนราษฏร แล้วทอดพระเนตรเห็นเรานั่งหน้าซีด พิงเพื่อน คือได้ตอนนั้นมันไม่ไหวจริง ๆ ท่านทอดพระเนตรเห็นก็คงสังเกตได้ว่าอาการเราไม่ดี พระองค์ก็ถามว่า เป็นอะไร ? ท่านบอกให้พูดธรรมดาก็ได้ เราบอกว่าเจ็บท้อง พระองค์ท่านตรัสถามต่อว่า เจ็บมากี่วันแล้ว ? เราก็บอกว่า เจ็บมาครึ่งเดือนเห็นจะได้ ท่านก็เลยบอกให้หมอที่มาด้วยตรวจดู
แล้วหมอว่ายังไง ?
ยาย - หมอบอกว่าไส้ติ่งกำลังจะแตก พอหมอบอกอยางนั้น พระองค์ท่านก็ทรงติดต่อไปที่ในหลวงซึ่ง ทรงอยู่ที่ตีนเขาอีกลูก
รู้ได้ยังไงว่าสมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงติดต่อไปที่ในหลวง ?
ยาย - รู้สิ เพราะเห็นในหลวง พระองค์ท่านทรงวิ่งจากตีนเขาลูกโน้นมาเลย ห่างกันถึง 1 กิโล ( แค่นี้ก็ตื้นตันแทนคุณยายแล้ว)
รู้สึกอย่างไรบ้างในตอนนั้น ?
ยาย - ดีใจแล้วก็ปลื้มใจแบบมาก ๆ ไอ้ตอนแรกคิดว่ากำลังจะตายนี่ คิดว่าตัวเองรอดแน่ มันมีกำลังใจ คิดว่าขนาดพระเจ้าแผ่นดินยังเอาใจใส่เราขนาดนี้ เราจะตายไม่ได้
พอในหลวงเสด็จมาถึง ทรงตรัสว่าอย่างไรหรือไม่ ?
ยาย - ท่านให้เอา ฮ. มารับ ท่านตรัสว่า เดี๋ยวเราจะกลับทางเรือเอง ให้เอาคนไข้ไปส่งก่อน พอพระองค์ท่านตรัส หมอสองคนก็หิ้วปีกเราไป ในหลวงท่านทรงเมตตาเราไปจนถึงเครื่อง พอเราขึ้นไป ก่อนที่ประตู ฮ. จะปิด เราก็มองลงมาเห็นในหลวง ท่านทรงโบกพระหัตถ์ เราซาบซึ้งมาก ยิ่งบอกตัวของเราเลยว่าเราจะตายไม่ได้
ถ้าไม่มีในหลวงในวันนั้น ก็ต้องตายแน่ ?
ยาย - แน่นอน ไม่ต้องอะไรหรอก หมอบอกว่า มาช้ากว่านี้แค่ 2-3 นาที ก็ไม่รอดแล้ว แล้ววันนั้นอย่างที่บอกว่าเรือเครื่องก็ไม่มี น้ำก็แห้ง ไม่รู้ใช้เวลาครึ่งวันจะเดินทางไปถึงโรงพยาบาลหรือเปล่า ถ้าในหลวงไม่เสด็จมาที่นี่ วันนั้นก็ตายแน่ ตายทั้ง ๆ ที่ยังไม่รู้เลยว่าตัวเองเป็นอะไรตาย
เหมือนกับได้ชีวิตใหม่ ?
ยาย - ใช่ ชีวิตทุกวันนี้ถึงฉันแก่แล้ว แต่เมื่อนึกถึงวันนั้นทีไรรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ทุกที ตอนนั่งดูโทรทัศน์ เวลาเห็นท่าน เราก็จะพนมมือไหว้ตลอด รู้สึกว่าท่านได้มอบชีวิตใหม่ให้กับเรา
ตอนนั้นอยู่บน ฮ. เป็นอย่างไรบ้าง ?
ยาย - จำไม่ค่อยได้ รู้แต่ว่าพอบินขึ้นไปพักใหญ่หมอก็ถามว่าเป็นยังไงบ้าง เราพูดไม่ค่อยไหว แต่ก็บอกไปว่าปวดท้อง บน ฮ. นอกจากเรา ก็มีหมออีก 2 คน แ้วก็คนขับอีก 2 คน จำได้แค่นี้ล่ะ
ฮ. พาไปที่โรงพยาบาลไหน ?
ยาย - โรงพยาบาลพระมงกุฏฯ เพชรบุรี
แล้วพักอยู่กี่วัน ?
ยาย - ปกติคนเป็นไส้ติ่งทั่วไปเขาพักกัน 3-4 วันก็ออกได้แล้ว แต่เราเป็นหนักต้องพักถึง 24 วัน ถ้าในหลวงไม่ช่วยก็ตายแน่ แล้วถ้าเราตาย ลูกเต้าก็ไม่รู้จะอยู่ยังไง ในหลวงท่านทรงเมตตา ทรงดูแลเราอย่างดี ห้องที่เราพักอยู่นี่ดีมาก เป็นห้องพิเศษเลย พูดตรง ๆ ว่า ดีกว่าบ้านที่ฉันอยู่อีก หมอก็นิสัยดี พูดจากับเราเพราะแล้วก็ใจดี
** ในหลวงท่านทรงห่วงใยเรามากมีคนมาเยี่ยม ถามอาการ ถามสารทุกข์สุขดิบทุกวัน คนใกล้ชิดพระองค์ท่านก็ถามเรานะว่า จะฝากอะไรถึงท่านไหม เราบอกให้ พระองค์ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ พูดได้แค่นั้น มันตื้นตันจนนึกไม่ออก**
หลังจากวันนั้นแล้วเป็นอย่างไร ?
ยาย - ไม่มีโอกาสได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านอีกเลย ถ้าเรามีโอกาส จะขอเข้าไปกราบแทบพระบาทเลย สิ่งที่พระองค์ท่านทรงช่วยเหลือเราไว้ เป็นความซาบซึ้งที่สุดในชีวิตแล้ว
** คิดูสิโลกนี้จะหากษัตริย์อย่างท่านได้ที่ไหน เราเป็นแค่ชาวบ้านจน ๆ แต่ท่านห่วงเราเหมือนเราเป็นลูกพระองค์ท่าน ทรงห่วงเราเหมือนที่เราห่วงลูก ท่านทรงเสียสละแม้กระทั่งของส่วนพระองค์ ทรงยอมลำบากกลับทางเรือเพื่อคนอย่างเรา พูดตรง ๆ ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้ฉันตายแล้วเกิดใหม่อีกสิบชาติก็ทดแทนไม่หมด**
กลับมาบ้านแล้ว เป็นอย่างไร ?
ยาย-ตอนที่ออกจากโรงพยาบาลใหม่ ๆ พระองค์ท่านก็ส่งเงินมาให้อยู่ถึง 1 ปี ครั้งละ 3-5 พันบาท ส่งมาหลายครั้งอยู่ เรารู้เพระว่าใส่ซองสีขาวประทับตราสำนักพระราชวัง จากเหตุการณ์นั้นทำให้เรารักในหลวงของเรามาก
แล้วทุกวันนี้ก็ยังน้อยใจตัวเองอยู่ว่า เวลาที่ท่านป่วย เราก็ไม่มีเงินไปเฝ้า ไปแสดงความจงรักภักดีกับท่าน ได้แต่ร้องไห้อยู่กับบ้าน นั่งร้องไห้ทุกวัน ดูข่าวทุกว ันไม่เคยเว้นเลย ** ฉันอายตัวเองว่า ในขณะที่ท่านให้ชีวิตใหม่กับเรา แต่เราช่วยอะไรท่านไม่ได้เลย**
การเสียสละของในหลวงคราวนั้น ได้เอามาปฏิบัติตามหรือไม่ ?
ยาย - มีส่วนมากเลย เวลาคนในหมู่บ้านเขาป่วยเป็นอะไร ฉันก็ไปเยี่ยมเขาทั่ว ไปไหนไปกัน มีใครเจ็บในหมู่บ้านนี่ฉันจะไปเยี่ยมหมด บางทีถึงไม่ใช่หมอ ไม่ใช่ญาติเขา แต่เราก็ไป ไปนั่งพูดคุยให้กำลังใจ บางทีก็ไปบีบให้นวดให้ นี่คือสิ่งที่ในหลวงให้เรา และเราให้คนอื่นต่อ
** เมืองไทยเราโชคดีที่มีในหลวง โชคดีมาก ๆ ไม่มีกษัตริย์ที่ไหนในโลกอีกแล้วที่จะเป็นห่วงชาวบ้านอยางฉันเท่ากับท่าน คนอยางเราเปรียบไปก็เหมือนมดปลวก แต่ท่านก็ยังใส่ใจ ท่านใส่ใจจริง ๆ เหมือนกับว่าคนไทย คือ ลูกของท่านทั้งแผ่นดิน**

ลูกๆ ทุกคน...ก็ได้รู้กันแล้วว่า
ความหวังของแม่ ที่มีต่อลูก ๓ หวังคือ
ยามแก่เฒ่า หวังเจ้า เฝ้ารับใช้
ยามป่วยไข้ หวังเจ้า เฝ้ารักษา
เมื่อถึงยาม ต้องตาย วายชีวา
หวังลูกช่วย ปิดตา เมื่อสิ้นใจ
ทีนี้...มาดูตัวอย่างบ้าง...บุคคลที่เป็นยอดกตัญญู
ที่ประทับใจอาจารย์มากที่สุด คือใคร ทราบไหม ?
คือคนในภาพนี้...ในหลวงของเรา
ในหลวง...นอกจากจะเป็นยอดพระมหากษัตริย์ของโลก
...เป็น THE KING OF KING แล้ว
ในหลวงของเรา ยังเป็นกษัตริย์ยอดกตัญญูด้วย
ความหวังของแม่...ทั้งสามหวัง
ในหลวงปฏิบัติตามได้ครบถ้วน...สมบูรณ์
เป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดให้แก่พวกเรา
ในหลวงทำกับแม่ยังไง ?
ตามอาจารย์มา...อาจารย์จะฉายภาพให้เห็น...

หวังที่ ๑ ยามแก่เฒ่า....หวังเจ้า....เฝ้ารับใช้...
****************************************
ใครเคยเห็นภาพที่สมเด็จย่า
เสด็จไปในที่ต่างๆ แล้วมีในหลวง...ประคองเดินไป
ตลอดทาง...เคยเห็นไหม...? ใครเคยเห็น...
กรุณายกมือให้ดูหน่อย...ขอบคุณ...เอามือลง
ตอนสมเด็จย่าเสด็จไปไหนเนี่ย...มีคนเยอะแยะ...
มีทหาร...มีองครักษ์...มีพยาบาล...
ที่คอยประคองสมเด็จย่าอยู่แล้ว
แต่ในหลวงบอกว่า...
“ไม่ต้อง...คนนี้...เป็นแม่เรา...เราประคองเอง”
*****************************************
ตอนเล็กๆ แม่ประคองเรา...สอนเราเดิน
หัดให้เราเดิน...เพราะฉะนั้น ตอนนี้แม่แก่แล้ว...
เราต้องประคองแม่เดิน เพื่อเทิดพระคุณท่าน...
ไม่ต้องอายใคร...
เป็นภาพที่...ประทับใจมาก...
เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ท่านกตัญญูต่อแม่...
ประคองแม่เดิน ประชาชนที่มาเฝ้ารับเสด็จ...
สองข้างทาง ฝั่งนี้ ๕,๐๐๐ คน ฝั่งนู้น... ๘,๐๐๐ คน
ยกมือขึ้น...สาธุ แซ่ซ้อง...สรรเสริญ
“กษัตริย์ยอดกตัญญู...”
ในหลวง...เดินประคองแม่...คนเห็นแล้ว....เขาประทับใจ
ถ่ายรูป...เอามาทำปฎิทิน...
เอาไปติดไว้ที่บ้าน เพื่อแสดงความเคารพ...กราบไหว้...
ลองหันมาดูพวกเรา...ส่วนใหญ่ เวลาออกไปไหน
แต่งตัวโก้...ลูกชาย...แต่งตัวโก้...
ลูกสาว...แต่งตัวสวย...
แต่เวลาเดิน...ไม่มีใครประคองแม่...
กลัวไม่โก้...กลัวไม่สวย
ข้าราชการ...แต่งเครื่องแบบเต็มยศ...
ติดเหรียญตรา...เหรียญกล้าหาญ...เต็มหน้าอก...
แต่เวลาเดิน...ไม่กล้าประคองแม่...
กลัวไม่สง่า...กลัวเสียศักดิ์ศรี...
ประคองแม่...เป็นเรื่องของคนใช้...
หลายคน...ให้ประคองแม่...ไม่กล้า ทำอาย...

--------------------------------------------------------------------------------
เวลาทำดี...ไม่กล้าทำ...อาย
เวลาทำชั่ว...กล้า...ไม่อาย....
ใครเห็นภาพนี้ที่ไหน...กรุณาซื้อใส่กรอบ...
แล้วเอาไปแขวนไว้ที่บ้าน...
เอาไว้สอนลูก เห็นภาพชัดเจนไหมครับ ?
เท่านั้น...ยังน้อยไป...มาดูภาพที่ชัดเจนกว่านั้น...
หลังงานพระบรมศพสมเด็จย่า...เสร็จสิ้นลงแล้ว
ราชเลขา...ของสมเด็จย่า...มาแถลงในที่ประชุม...
ต่อหน้าสื่อมวลชน...ว่า...ก่อนสมเด็จย่า
จะสิ้นพระชนม์ปีเศษ ตอนนั้นอายุ ๙๓
ในหลวง...เสด็จจากวังสวนจิตร...
ไปวังสระปทุมตอนเย็นทุกวัน
ไปทำไมครับ...? ไปกินข้าวกับแม่...
ไปคุยกับแม่...ไปทำให้แม่...ชุ่มชื่นหัวใจ...
พอเขาแถลงถึงตรงนี้ อาจารย์ตกตะลึง..
โอ้โห!ขนาดนี้เชียวหรือในหลวงของเรา
เสด็จไปกินข้าวมื้อเย็นกับแม่...
สัปดาห์ละกี่วัน...ทราบไหมครับ?
พวกเราทราบไหมครับ...สัปดาห์ละกี่วัน?...๕ วัน...
มีใครบ้างครับ...? ที่อยู่คนละบ้านกับแม่
แล้วไปกินข้าวกับแม่...สัปดาห์ละ ๕ วัน หายาก...
ในหลวง มีโครงการเป็นร้อย...
เป็นพันโครงการ...มีเวลาไปกินข้าวกับแม่...
สัปดาห์ละ ๕ วัน พวกเราซี ๗ ซี ๘ ซี ๙
ร้อยเอก...พลตรี...อธิบดี...ปลัดกระทรวง
ไม่เคยไปกินข้าวกับแม่...บอกว่า...งานยุ่ง
แม่บอกว่า...ให้พาไปกินข้าวหน่อย...
บอกว่าไม่มีเวลา จะไปตีกอล์ฟ...
ไม่มีเวลาพาแม่ไปกินข้าว...
แต่มีเวลาไปตีกอล์ฟ...เห็นตัวเองหรือยัง...?
พ่อแม่...พอแก่แล้ว ก็เหมือนไม้ใกล้ฝั่ง...
ฝนตก...น้ำเซาะ...อีกไม่นานโค่น...
พอถึงวันนั้น...เราก็ไม่มีแม่ให้กราบแล้ว...
ในหลวงจึงตัดสินพระทัย...ไปกินข้าวกับแม่
สัปดาห์ละ ๕ วัน เมื่อตอนที่สมเด็จย่าอายุ...๙๓
สัปดาห์หนึ่งมี ๗ วัน ในหลวงไปกินข้าวกับแม่ ๕ วัน
อีก ๒ วันไปไหนครับ...?
ดร.เชาว์ ณ ศีลวันต์...องคมนตรี บอกว่า...
ในหลวง...ถือศีล ๘ วันพระ...
ถือศีล ๘ นี่ยังไง...?
ต้องงดข้าวเย็น...เลยไม่ได้ไปหาแม่...
วันนี้เพราะถือศีล อีกวันหนึ่งที่เหลือ...
อาจจะกินข้าวกับพระราชินี...กับคนใกล้ชิด
แต่ ๕ วัน...ให้แม่ เห็นภาพชัดแล้วใช่ไหม...?

ตอนนี้เราขยับเข้าไปใกล้ๆ หน่อย
ไปดูตอนกินข้าว...ทุกครั้ง...ที่ในหลวงไปหาสมเด็จย่า...
ในหลวงต้องเข้าไปกราบ ที่ตัก....
แล้วสมเด็จย่า...ก็จะดึงตัวในหลวง...เข้ามากอด...
กอดเสร็จก็หอมแก้ม...
ใครเคยเห็นภาพ สมเด็จย่า...หอมแก้มในหลวงบ้าง...?
ภาพนี้...ถ้าใครมี...ต้องเอาไปใส่กรอบ
เป็นภาพความรักของแม่...ที่มีต่อลูก...อย่างยอดเยี่ยม
ตอนสมเด็จย่า...หอมแก้มในหลวง...
อาจารย์คิดว่า แก้มในหลวง...คงไม่หอมเท่าไร...
เพราะไม่ได้ใส่น้ำหอม
แต่ทำไม...สมเด็จย่าหอมแล้ว...ชื่นใจ...
เพราะท่านได้กลิ่นหอม...จากหัวใจในหลวง
หอมกลิ่นกตัญญู
ไม่นึกเลยว่า...ลูกคนนี้ จะกตัญญูขนาดนี้
จะรักแม่มากขนาดนี้
ตัวแม่เองคือ สมเด็จย่า...ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์
เป็นคนธรรมดา...สามัญชน...เป็นเด็กหญิงสังวาลย์
เกิดหลังวัดอนงค์...เหมือนเด็กหญิงทั่วไป...
เหมือนพวกเราทุกคนในที่นี้
ในหลวงหน่ะ...เกิดมาเป็นพระองค์เจ้า เป็นลูกเจ้าฟ้า
ปัจจุบันเป็นกษัตริย์...เป็นพระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือหัว
แต่ในหลวง...ที่เป็นพระเจ้าแผ่นดิน...
ก้มลงกราบ...คนธรรมดา...ที่เป็นแม่
หัวใจลูก...ที่เคารพแม่...กตัญญูกับแม่อย่างนี้
หาไม่ได้อีกแล้ว...คนบางคน...พอเป็นใหญ่เป็นโต
ไม่กล้าไหว้แม่...เพราะแม่มาจากเบื้องต่ำ...
เป็นชาวนา...เป็นลูกจ้าง...ไม่เคารพแม่...ดูถูกแม่
แต่นี่...ในหลวง เทิดแม่ไว้เหนือหัว...นี่แหละครับความหอม
นี่คือเหตุที่สมเด็จย่า...หอมแก้มในหลวงทุกครั้ง...
ท่านหอมความดี...หอมคุณธรรม
หอมกตัญญู...ของในหลวง
หอมแก้มเสร็จแล้ว...ก็ร่วมโต๊ะเสวย...
ตอนกินข้าวนี่...ปกติ...แค่เห็นลูกมาเยี่ยม...ก็ชื่นใจแล้ว...
นี่ลูกมากินข้าวด้วย...โอย...ยิ่งปลื้มใจ

แม่ทั้งหลาย....ลองคิดดูซิ...
อะไรอร่อยๆ ในหลวงจะตักใส่ช้อนแม่...
อันนี้อร่อย...แม่ลองทาน...
รู้ว่าแม่ชอบทานผัก... หยิบผักมาม้วนๆ ใส่ช้อนแม่...
เอ้าแม่...แม่ทานซะ...ของที่แม่ชอบ
แทนที่จะกินแค่ ๓ คำ ๔ คำ
ก็เจริญอาหาร...กินได้เยอะ
เพราะมีความสุขที่ได้กินข้าวกับลูก
มีความสุขที่ลูกดูแล...เอาใจใส่...
กินข้าวเสร็จแล้ว...ก็มานั่งคุยกับแม่...
ในหลวงดำรัสกับแม่ว่ายังไง...ทราบไหม...?
ตอนในหลวงเล็กๆ.... แม่เคยสอนอะไรที่สำคัญ...
“อยากฟังแม่สอนอีก”
เป็นยังไงบ้าง...? เป็นกษัตริย์...ปกครองประเทศ
...อยากฟังแม่สอนอีก...
พวกเรา เป็นยังไง...?
เราคิดว่า...เรารู้มาก...เราเรียนสูง...
เรามีปริญญา...แม่จบ ป.๔
เวลาแม่สอน...ตะคอกแม่ ตวาดแม่ กระทืบเท้าใส่แม่
เบื่อจะตายอยู่แล้ว...รำคาญ...พูดจาซ้ำซาก...
เมื่อไหร่จะหยุดพูดซะที....เราเหยียบย่ำ หัวใจแม่...
พอสมเด็จย่าสอน... ในหลวงจะเอากระดาษมาจด...
มีอยู่เรื่องหนึ่ง...ที่จำได้แม่น...
สมเด็จย่า...เล่าว่า ตอนเรียนหนังสือที่ Swiss
ในหลวงยังเล็กอยู่...เข้ามาบอกว่า...อยากได้รถจักรยาน
เพื่อนๆ เขามีจักรยานกัน
แม่บอกว่า... “ลูกอยากได้จักรยาน...
ลูกก็เก็บสตางค์...ที่แม่ให้ไปกินที่โรงเรียนไว้ซิ” ...
เก็บมาหยอดกระปุก...วันละเหรียญ...สองเหรียญ...
พอได้มากพอ ก็เอาไปซื้อจักรยาน...
นี่คือสิ่งที่แม่สอน... แม่สอนอะไร...ทราบไหมครับ...?
ถ้าเป็นพ่อแม่บางคน... พอลูกขอ...
รับกดปุ่ม ATM ให้เลย ประเคนให้เลย...
ลูกก็ฟุ้งเฟ้อ...ฟุ่มเฟือย...เหลิง...และหลงตัวเอง
พอโตขึ้น...ขับรถเบนซ์ชนตำรวจ...ก็ได้...
ยิงตำรวจ...ยังได้...เพราะหลงตัวเอง...
พ่อตนใหญ่ เห็นไหม...?
ตามใจ เทิดทูน จนเสียคน...

--------------------------------------------------------------------------------
แต่สมเด็จย่านี่...เป็นยอดคุณแม่...
สร้างคุณธรรมให้แก่ลูก....ลูกอยากได้...
ลูกต้องเก็บสตางค์ที่แม่ให้...ไปหย่อนกระปุก...
แม่สอน ๒ เรื่อง
คือ...ให้ประหยัด...ให้ยืนอยู่บนขาของตัวเอง
ใครสอนลูกให้ประหยัดได้...
คนนั้นกำลังมอบความเป็นเศรษฐีให้แก่ลูก
พอถึงวันปีใหม่...สมเด็จย่าก็บอกว่า...
“ปีใหม่แล้ว...เราไปซื้อจักรยานกัน...”
“เอ้า...แคะกระปุก...ดูซิว่ามีเงินเท่าไหร่...?”
เสร็จแล้ว...สมเด็จย่าก็แถมให้...ส่วนที่แถมนะ...
มากกว่าเงินที่มีในกระปุกอีก...
มีเมตตา...ให้เงินลูก...ให้...ไม่ได้ให้เปล่า...
สอนลูกด้วย...สอนให้ประหยัด สอนว่า...อยากได้อะไร...
ต้องเริ่มจากตัวเรา...
คำสอนนั้น...ติดตัวในหลวงมาจนทุกวันนี้...
เขาบอกว่า...ในสวนจิตรเนี่ย...
คนที่ประหยัดที่สุด...คือ...ในหลวง...
ประหยัดที่สุด...ทั้งน้ำ...ทั้งไฟ...
เรื่องฟุ้งเฟ้อ....ฟุ่มเฟือย...ไม่มี
...เป็นอันว่า...ภาพนี้ชัดเจน

หวังที่ ๒ ยามป่วยไข้....หวังเจ้า....เฝ้ารักษา
*************************************
ดูว่าในหลวงทำกับแม่ยังไง....?
สมเด็จย่า...ประชวรอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช...
ในหลวงไปเยี่ยมตอนไหนครับ...?
ไปเยี่ยมตอน ตี ๑ ตี ๒ ตี ๔ เศษๆ...จึงเสด็จกลับ...
ไปเฝ้าแม่วันละหลายชั่วโมง...
แม่...พอเห็นลูกมาเยี่ยม...ก็หายป่วยไปครึ่งหนึ่งแล้ว...
ทีมแพทย์ที่รักษาสมเด็จย่า...เห็นในหลวงมาเยี่ยม
มาประทับ ก็ต้องฟิต...ตามไปด้วย
ต้องปรึกษาหารือกันตลอดว่า
...จะให้ยายังไง...จะเปลี่ยนยาไหม...?
จะปรับปรุงการรักษายังไง...ให้ดีขึ้น...
ทำให้สมเด็จย่า...ได้รับการดูแลที่ดีขึ้น...
เห็นภาพไหม...?
กลางคืน...ในหลวงไปอยู่กับสมเด็จย่า...
คืนละหลายชั่วโมง....ไปให้ความอบอุ่นทุกคืน
ลองหันมาดูตัวเองซิ...ตอนพ่อแม่ป่วย...
โผล่หน้าเข้าไปดูหน่อยนึง
ถามว่า...ตอนนี้....อาการเป็นยังไง...?
พ่อแม่...ยังไม่ทันได้ตอบเลย
ฉันมีธุระ งานยุ่ง ต้องไปแล้ว...โผล่หน้าไปให้เห็น
พอแค่เป็นมารยาท...แล้วก็กลับ...
เราไม่ได้ไปเพราะความกตัญญู...
เราไม่ได้ไปเพื่อทดแทนพระคุณท่าน...น่าอายไหม...?
ในหลวง...เสด็จไปประทับกับแม่...
ตอนแม่ป่วย...ไปทุกวัน...ไปให้ความอบอุ่น...
ประทับอยู่วันละหลายชั่วโมง...นี่คือ...สิ่งที่ในหลวงทำ
คราวหนึ่ง...ในหลวงป่วย...สมเด็จย่า...ก็ป่วย...
ไปอยู่ศิริราช...ด้วยกัน...อยู่คนละมุมตึก...
ตอนเช้า...ในหลวงเปิดประตู...แอ๊ด..........ออกมา...
พยาบาลกำลังเข็นรถสมเด็จย่า
...ออกมารับลมผ่านหน้าห้องพอดี
ในหลวง...พอเห็นแม่....รีบออกจากห้อง...
มาแย่งพยาบาลเข็นรถ
มหาดเล็ก...กราบทูลว่า ไม่เป็นไร...ไม่ต้องเข็น
มีพยาบาลเข็นให้อยู่แล้ว
ในหลวงมีรับสั่งว่า...
แม่ของเรา...ทำไมต้องให้คนอื่นเข็น
เราเข็นเองได้...
นี่ขนาดเป็นพระเจ้าแผ่นดิน...เป็นกษัตริย์...
ยังมาเดินเข็นรถให้แม่
ยังมาป้อนข้าว...ป้อนน้ำให้แม่...
ป้อนยาให้แม่ให้ความอบอุ่นแก่แม่...เลี้ยงหัวใจแม่...
ยอดเยี่ยมจริงๆ...เห็นภาพนี้แล้ว...ซาบซึ้ง...

หวังที่ ๓ เมื่อถึงยาม...ต้องตาย....วายชีวา...
**************************************
หวังลูกช่วย...ปิดตา...เมื่อสิ้นใจ
**************************************
วันนั้น...ในหลวง...เฝ้าสมเด็จย่า
อยู่จนถึงตี ๔ ตี ๕ เฝ้าแม่อยู่ทั้งคืน...
จับมือแม่...กอดแม่...ปรนนิบัติแม่
...จนกระทั่ง “แม่หลับ...” จึงเสด็จกลับ...
พอไปถึงวัง...เขาโทรศัพท์มาแจ้งว่า...
สมเด็จย่าสิ้นพระชนม์...
ในหลวง...รีบเสด็จกลับไป...ศิริราช...
เห็นสมเด็จย่านอนหลับตาอยู่บนเตียง...
ในหลวงทำยังไงครับ...?
ในหลวงตรงเข้าไป...คุกเข่า...
กราบลงที่หน้าอกแม่...พระพักตร์ในหลวง...
ตรงกับหัวใจแม่...
“ขอหอมหัวใจแม่...เป็นครั้งสุดท้าย...”
ซบหน้านิ่ง...อยู่นาน...
แล้วค่อยๆ...เงยพระพักตร์ขึ้น...น้ำพระเนตรไหลนอง...
ต่อไปนี้...จะไม่มีแม่ให้หอมอีกแล้ว....
เอามือ...กุมมือแม่ไว้ มือนิ่มๆ ...
ที่ไกวเปลนี้แหละที่ปั้นลูก...จนได้เป็นกษัตริย์...
เป็นที่รักของคนทั้งบ้านทั้งเมือง...ชีวิตลูก...แม่ปั้น...
มองเห็นหวี...ปักอยู่ที่ผมแม่...
ในหลวงจับหวี...ค่อยๆ หวีผมให้แม่
...หวี...หวี...หวี...หวี...ให้แม่สวยที่สุด...
แต่งตัวให้แม่... ให้แม่สวยที่สุด...
ในวันสุดท้ายของแม่...
เป็นภาพที่ประทับใจอาจารย์ที่สุด...
เป็นสุดยอดของลูกกตัญญู...
หาที่เปรียบไม่ได้อีกแล้ว...
กษัตริย์...ยอดกตัญญู
..ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน..
เมื่อพ่อหายป่วย
โดย วสิษฐ เดชกุญชร
กว่า ผมจะเห็นข่าวพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ ฯ ลงจากที่ประทับบนชั้นที่ ๑๖ ของอาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ก็เป็นเวลาบ่ายสี่โมงวันนี้ (ศุกร์ที่ ๒๓ ตุลาคม ๒๕๕๒)
ผมนั่งพนมมือและตะลึงดูภาพข่าวบนจอวิทยุโทรทัศน์ รู้สึกว่าขนลุกซู่ไปทั้งตัว ด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยเกิดกับผมมาก่อน ผมจ้องดูภาพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวซึ่งกำลังประทับบนรถเข็น โดยไม่ยอมให้คลาดสายตา
และเมื่อเห็นภาพผู้ที่คอยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชร้องไห้ ผมก็กลั้นน้ำตาไม่อยู่
ต้องร้องไห้ออกมาด้วย
น้ำตาของเรา เป็นน้ำตาของความปีติยินดี เป็นน้ำตาของความจงรักภักดี มัน ไหลออกมาเพราะรู้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็นที่เคารพสักการะของเรา ทรงหายพระประชวรแล้ว หลังจากที่ประทับให้แพทย์ถวายการรักษาอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช นานถึง ๓๔ วัน
สีพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่อความสมบูรณ์ของพระวรกาย และการที่แพทย์ยอมให้เสด็จพระราชดำเนินลงมาได้นั้น ยืนยันความมั่นใจของแพทย์
ภาพข่าวที่ได้เห็นในวันนี้ เป็นภาพข่าวที่เป็นมงคลวิเศษที่สุดภาพหนึ่งในชีวิตของผม ผมเชื่อว่า สำหรับคนไทยอื่น ๆ ที่ได้เห็นภาพนั้น และได้ยินข่าวนั้น ก็เช่นเดียวกัน
เรารู้ว่า ตลอดเวลากว่า ๖๐ ปีที่ทรงครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงอุทิศทั้งพระราชหฤทัยและพระวรกายให้แก่ ประชาชนคนไทยและแก่เมืองไทย อย่างมิทรงรู้เบื่อหรือเหน็ดเหนื่อย
เพราะทรงตรากตรำพระวรกาย และเพราะพระชนมายุที่สูงขึ้น จึงทรงพระประชวร และคราวนี้พระอาการหนัก
เช่นเดียวกับเมื่อทรงพระประชวรหนักครั้งแรก ใน พ.ศ.๒๕๑๘ หรือเมื่อ ๓๔ ปีมาแล้ว คนไทยทั้งประเทศได้แต่เฝ้าห่วงและวิตก ครั้งนั้นยิ่งกว่าครั้งนี้ เพราะขณะนั้นประทับอยู่ที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ บนดอยสุเทพ ที่เชียงใหม่ นอกจากข้าราชบริพารผู้มีหน้าที่แล้ว ไม่มีใครขึ้นไปเฝ้า ฯ ลงชื่อถวายพระพรได้ เราได้แต่บนบาลศาลกล่าว ถือศีล ทำบุญถวายพระราชกุศล และอธิษฐานขอให้ทรงหายพระประชวร
แล้วก็ทรงหายพระประชวรจริง ๆ
ครั้งนี้ก็เหมือนกัน แรงใจของคนไทยทั่วโลกปรากฏผล ทรงหายพระประชวรอีก
ทำให้กำลังใจของผมเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
กำลังใจที่จะตามรอยพระยุคลบาท อุทิศทั้งใจและกาย ทำหน้าที่ของตนต่อไป ทำทุกสิ่งที่รู้ว่าเป็นประโยชน์แก่เมืองไทย ทำให้สุดความสามารถ
ขอเชิญชวนท่านผู้อ่าน ให้ร่วมกันถือศีล และตั้งจิตมั่นให้เป็นสมาธิ แล้วส่งแรงใจของเราถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวต่อไป อย่าหยุดยั้ง ทำทุกครั้งเมื่อมีโอกาส ไม่ว่าจะมากหรือน้อย
ขอให้เชื่อว่า เพราะผลของศีลและสมาธิ ใจของเราคนไทยจึงมีพลังมหาศาล ขอให้ร่วมกันใช้พลังนี้ส่งเมตตาและกรุณาไปถวายเป็นของเยี่ยม เป็นปฏิบัติบูชาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ขอพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จงทรงหายพระประชวร จงทรงพระเกษมสำราญ
และจงทรงพระเจริญ.
“ในหลวง” ถวายราชสักการะพระบรมรูป ร.5 พระราชานุสาวรีย์ “พระราชชนก-พระราชชนนี”
| โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ | 23 ตุลาคม 2552 14:49 น. |
พระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ลงจากชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ประทับรถเข็นไฟฟ้าไปยังตึกสยามินทร์ ในการถวายราชสักการะพระบรมรูปหล่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประดิษฐานอยู่ด้านหน้าอาคาร เนื่องในโอกาสวันปิยมหาราช
วันนี้ (23 ต.ค.) เวลา 12.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ลงจากชั้น 16 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช ประทับรถเข็นไฟฟ้าไปยังตึกสยามินทร์ ในการถวายราชสักการะพระบรมรูปหล่อ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประดิษฐานอยู่ด้านหน้าอาคาร เนื่องในโอกาสวันปิยมหาราช วันที่ 23 ตุลาคม 2552
จากนั้นคณะแพทย์เข็นรถพระที่นั่งถวายไปยังศาลาศิริราช 100 ปี ทรงถวายสักการะพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จากนั้นประทับรถเข็นพระที่นั่งมาที่ด้านหน้าศาลาศิริราช 100 ปี พระราชทานพวงมาลัยให้แพทย์เชิญไปถวายราชสักการะที่พระราชานุสาวรีย์สมเด็จ พระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก จากนั้นได้ประทับทอดพระเนตรพระราชานุสาวรีย์ และบริเวณโดยรอบที่มีประชาชนจำนวนมากที่มารอเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จ อยู่ด้วยความปลาบปลื้มตื้นตัน
จากนั้นทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้คณะแพทย์เข็นรถพระที่ นั่งไปยังอาคาร 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทร์ ทอดพระเนตรพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี และนิทรรศการสมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี ที่โรงพยาบาลจัดขึ้นในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ ครบ 109 ปี วันที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา
จากนั้นได้ทอดพระเนตรใต้อาคารที่มีร้านหนังสือนายอินทร์ และร้านกาแฟดอยตุง ก่อนประทับรถเข็นพระที่นั่งไปทอดพระเนตรส่วนต่างๆ ของโรงพยาบาลต่อไป
ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์เชิ้ตแขนสั้นสีฟ้า ซึ่งตลอดเส้นทางที่เสด็จพระราชดำเนิน พสกนิกรที่เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จต่างรู้สึกยินดีและปลาบปลื้มที่ ได้เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท และเห็นว่าพระองค์ทรงมีพระพลานามัยที่แข็งแรง โดยจากประกาศสำนักพระราชวัง ฉบับที่ 33 ที่ออกเมื่อวานนี้ รายงานว่าพระอาการโดยทั่วไปคงที่ พระกำลังพระวรกายแข็งแรงขึ้น เสวยพระกระยาหาร และทรงพระบรรทมได้เป็นปกติ คณะแพทย์ยังคงถวายพระโอสถปฏิชีวนะจนครบกำหนด และถวายพระกระยาหารบำรุงตามหลักโภชนาการต่อไป
| |
มิจฉาชีพจับลิขสิทธิ์ กรรโชกทรัพย์ ตากับยายขาย "ขนมแพนเค้ก" อ้างลิขสิทธิ์ "โดเรมอน"
บทความของ อาจารย์แมว ขอคัดลอกมาให้ทุกๆท่านที่นี่ ได้อ่านกันครับ
ที่มา
อาจารย์ แมว
www.ICT.in.th
กลุ่มร้านอินเตอร์เน็ต คาเฟ่ ไทย
เมื่อวานนี้ผมได้รับแจ้งว่ามีการตรวจจับลิขสิทธิ์ที่ในตลาด ร้านขาย " ขนมแพนเค้ก "
เมื่อ ผมได้ทราบเรื่องจึงรีบรุดหน้าไปยังสถานที่เกิดเหตุ ระหว่างเดินทางผมก็ "งง" อยู่ในใจว่า ลิขสิทธิ์เกี่ยวอะไรกับร้านขาย " ขนมแพนเค้ก "
เมื่อไปถึงยังจุดหมายก็ได้ทราบความจริงว่า มีกลุ่มมิจฉาชีพลิขสิทธิ์ อ้างว่าเป็นตัวแทนลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนโดเรมอน สามารถจับได้ทุกอย่างที่มีรูปโดเรมอน มาพร้อมกับตำรวจ เข้าจับกุม ตากับยายที่ขาย " ขนมแพนเค้ก " ซึ่งวาดเป็น ตัวโดเรมอน
เสียดายผมมาถึงช้าไป ตากับยาย ถูกกรรโชกทรัพย์ไปแล้วจำนวน 5,000 บาท ทั้งๆ ที่ ตากับยาย เองก็ยังสับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้นว่าการที่เขาทำมาหากินตามปกติ ขาย " ขนมแพนเค้ก " ซึ่งวาดเป็นตัวการ์ตูน หรือรูปสัตว์ ต่าง ๆ มีความผิดตรงไหน
ความจริงแล้ว " ขนมแพนเค้ก " ที่ ตา ยาย วาดเป็นตัวโดเรมอน มันก็ได้แค่คล้าย แต่ไม่เหมือนโดเรมอน หรอกครับ
หลาย ๆ คนที่เคยซื้อมาทาน หรือเคยผ่านตามาบ้าง คงนึกภาพออก
มาถึงคำถามว่า ตากับยาย วาด " ขนมแพนเค้ก " เป็นรูปโดเรมอน ขาย มีความผิดหรือไม่?
"ไม่ผิดครับ "
เรื่องนี้ผมว่าแค่ชั้นสอบสวน ตำรวจถ้าให้ความเป็นธรรม ไม่คิดถึงแต่ผลประโยชน์ที่หมาจะมอบให้ ก็สามารถสั่งไม่ฟ้องได้เลย
หรือไม่ควรรับแจ้งความตั้งแต่ต้นด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นเรื่อง " น่าอับอาย " ครับ " ขายขี้หน้าเขา "
หากินกับคนแก่ หากินกับคนทำมาหากินสุจริต
เกร็ดความรู้
ในฐานะที่เคยทำงานเกี่ยวกับด้านลิขสิทธิ์จากประเทศญี่ปุ่น ขออธิบายเรื่องลิขสิทธิ์ให้เข้าใจแบบง่าย ๆ ว่า
การที่เจ้าของลิขสิทธิ์นั้น มอบอำนาจลิขสิทธิ์ใด ๆ ให้กับตัวแทน จะมีการระบุขอบเขตการให้สิทธิ์ไว้ในใบมอบอำนาจอย่างชัดเจน
เช่น คุณซื้อลิขสิทธิ์ การตูนเรื่องโดเรมอน ตอนที่ 1 ถึงตอนที่ 100 เพื่อไปตีพิมพ์เป็นหนังสือการ์ตูน เพื่อจำหน่าย
- ในกรณีนี้ คุณก็สามารถตีพิมพ์การ์ตูน โดเรมอน ตอนที่ 1 ถึงตอนที่ 100 ขายได้เท่านั้น จะมาทำเสื้อผ้า ขายไม่ได้ เขาให้สิทธิ์แค่ไหน คุณก็ทำได้แค่นั้น
เช่น คุณซื้อลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนโดเรมอน เพื่อไปทำลายบนเสื้อ เพื่อจำหน่าย
- ในกรณีนี้ คุณก็สามารถทำเสื้อลาย โดเรมอน ขายได้เท่านั้น จะมาทำกางเกงด้วยไม่ได้ ถ้าเขาไม่ให้สิทธิ์
เช่น คุณซื้อลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนโดเรมอน เพื่อไปทำของพรีเมี่ยมจำหน่าย ของพรีเมี่ยมก็จะต้องมีระบุอย่างชัดเจนว่าทำอะไรบ้าง ดินสอ, ปากกา, ยางลบ, แก้วน้ำ อื่น ๆ
- ในกรณีนี้ เขาให้สิทธิ์คุณอะไรบ้าง คุณก็ทำได้แค่นั้น ไม่ใช่ทำได้ทุกอย่าง ครอบจักรวาล ไม่ใช่แค่คนหายใจ หรือพูดคำว่าโดเรมอน คุณก็ไล่จับเขาได้หมด
ไม่มีว่า คุณซื้อลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนโดเรมอนมา ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่เป็นโดเรมอน คุณได้สิทธิ์หมด
เพราะเจ้าของลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ก็หวงแหนในสิทธิ์ของตัวเอง โดยเฉพาะการ์ตูนที่ได้รับความนิยมสูง ไม่มีใครให้สิทธิ์คนอื่น 100 %
แล้วทำไมในใบมอบอำนาจเขาถึงเขียนไว้ว่าได้รับสิทธิ์นั้น สิทธิ์นี้ เต็มไปหมด
ก็ เพราะเขาเขียนเอาเองครับ มิจฉาชีพเหล่านี้มาพิมพ์กันเอาเอง และไม่มีใครตรวจสอบ ควมจริงเป็นหน้าที่เบื้องต้นของตำรวจที่จะต้องเป็นผู้ตรวจสอบเอกสารตัวจริง ที่มาจากต่างประเทศ แต่ทุกวันนี้ทำกันหรือไม่ ?
รอง ผบ.ตร. มีคำสั่ง ด่วน !! กำชับการปฎิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการตรวจค้นจับกุมคดีลิขสิทธิ์ คุณรู้หรือไม่ ?
คุณเคยตรวจสอบบริษัทตัวแทนเหล่านี้หรือไม่ ว่าได้รับสิทธิ์มาจริง และต้องการออกมาปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง ไม่ใช่มารีดไถ
ที่ผ่านมาก็มีหลายราย ทำเนียนเปิดบริษัทผี 2-3 บริษัท แกล้งมอบอำนาจกันไปมาอย่างสนุกสนาน หลาย ๆ ทอด ให้ดู งง เล่น ทำให้ยากต่อการตรวจสอบ และไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง หมาจึงใช้ช่องว่างนี้หากิน พอหากินได้สักระยะก็ปิดบริษัทหนี
สักพักก็หาชื่อสวย ๆ เปิดบริษัทใหม่ หากินต่อ ตัวแทนบางคนหากินสักพักก็จะเปลี่ยนชื่อ บางคนเปลี่ยนชื่อซะจน พ่อแม่ก็ยังไม่รู้ว่าลูกตัวเองชื่ออะไร
ฝากถึงข้าราชการตำรวจ ที่ดี
ทำ ราชการ หมายถึง ทำการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถ้าพระเจ้าอยู่หัวทำราชการ ก็น่าจะหมายถึง ทรงทำการเพื่อประโยชน์สุขให้กับประชาชนของพระองค์
รับราชการ หมายถึง รับงานของราชามาทำต่อ เมื่อพระองค์ท่านทรงรักประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน คนที่รับราชการ สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ต้องรักประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน
ข้าราชการ หมายถึง คนที่ทำงานให้กับพระเจ้าแผ่นดิน เคยได้ยินไหม "ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว"
ไม่ว่าจะใช้คำไหน เป็นการของพระเจ้าแผ่นดิน พระเจ้าแผ่นดินทรงรักประชาชน เราก็ต้องรักประชาชนด้วย เราต้องรักผู้มารับบริการ เราต้องให้บริการที่ดีกับประชาชน ใช้ปิยะวาจา รักประชาชนก็ต้องแสดงออกทั้งกาย วาจา ใจ
คนที่รับราชการ สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ ต้องรักประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน
คุณมี " อาชีพตำรวจ " หรือ คุณเป็น " ตำรวจมืออาชีพ "
" อย่าปล่อยให้ ตำรวจเลวเพียงบางคน ทำให้พวกท่านต้องเสียชื่อเสียงอีกเลย "
ฝากถึงทุกคน
อย่า คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องไกลตัว เพราะกลุ่มมิจฉาชีพจับลิขสิทธิ์กรรโชกทรัพย์ เหล่านี้ คือกลุ่มเดียวกัน ที่หากินตามฤดูกาล วันนี้เขาจับ ตากับยาย ขาย " ขนมแพนเค้ก "
วันข้างหน้า เขาก็จะมาจับร้านอินเตอร์เน็ต, ร้านมือถือ, ร้านคอมพิวเตอร์, ร้านกิ๊ฟท์ช็อป, ร้านคาราโอเกะ, ร้านยาดอง และอื่น ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไปเรื่อย
สิ่งสำคัญที่สุดขอให้ทุกคนช่วยกัน
1. ใครมีเว็บไซต์, ใครเป็นนักเขียน Blog, ใครมี Hi 5, ใครมี Facebook ช่วยนำบทความนี้ไปเผยแพร่ต่อ ยิ่งมากยิ่งดี
2. ช่วยนำบทความนี้ไปโพสในเว็บต่าง ๆ เท่าที่จะทำได้
3. หากใครรู้จักสนิทสนมกับนักข่าว ช่วยให้ทำ Scoop เรื่องนี้จะดีมาก
4. ช่วย ๆ กัน Forward Mail ให้เพื่อน ๆ เท่าที่จะทำได้
5. ช่วยกันส่งต่อ "ความดี" ด้วยกัน โลกใบนี้จะได้สวยงามเหมือน "น้ำตก"
เปรียบเทียบดู เห็นความแตกต่างมั่ย!!!


